Medical Affair Management | HRM & HRD

รพ. เอกชน แพทย์ที่ดี มีความสามารถ ดุแลคนคนไข้ดี จะเป็นแม่เหล็กดึงคนเข้ามาใช้บริการ การบริหารจัดการแพทย์ใน รพ. เอกชน มีประเด็นหลายอย่างที่ต้องเข้าใจและปฏิบัติต่อแพทย์กับแพทย์ให้ถูกต้อง เหมาะสม การดูแลบริหารจัดการแพทย์ ที่ดี ที่เหมาะสม จะทำให้แพทย์อยากทำงานให้ดี ดูแลคนไข้ให้ดี คนไข้และญาติไว้ใจ มารับการรักษาอยู่ตลอดยามเจ็บไข้ได้ป่วย คนไข้หากได้พบแพทย์ที่ดี แม้จะอยู่ไกลแค่ไหน ไปยากแค่ไหน คนก็ไปหา รพ. จะสวยมากน้อยแค่ไหนเป็นเรื่องรอง ซึ่งผลลัพธ์ก็คือ Quality & Safety of Treatment , Business Growth

ไม่ใช่ว่าแพทย์จะสำคัญที่สุดใน รพ. ทุกคนใน รพ. สำคัญเท่ากัน แพทย์เป็นบุคคลากรหายาก กว่าจะสร้างมาได้แต่ละคนไม่ง่าย แพทย์คือทัพหน้า ที่ต้องมีทัพหลังเตรียมความพร้อมให้แพทย์ทำงานได้เต็มที่ดีที่สุด การบริหารจัดการการให้บริการใน รพ. นับวันจะมีเรื่องที่ต้องคิดมาขึ้นทำมากขึ้น ดังนั้นแพทย์จะทำงานแบบ one man show ไม่ได้ ทุกคนใน รพ. ต้องทำงานร่วมกัน

ก่อนอื่นที่แพทย์จะทำประโยชน์ให้คนไข้ รพ. และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการดูและแพทย์ที่ดี ทั้ง HRM HRD 

  1. คัดแพทย์ที่ดี ที่เหมาะสม มีใจให้กับ รพ. เข้ามาทำงาน คือต้องให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกันให้ดี คุยกันให้ดีก่อนที่จะร่วมงานกัน ว่าต่
  2. สื่อสารให้ชัดเจน Policy , Vision , Mission ของ รพ. Law & Regulation , Term & Condition , Job Description , Do and Don’t , Expectation ของ รพ. ที่ต้องการจากแพทย์ เรื่องเหล่านี้ รพ. ที่ทำ HR แพทย์ดี จะทำออกมาในรูปแบบ ธรรมนูญแพทย์
  3. ใน รพ. ต้องสื่อสารทำความเข้ากับแพทย์ว่า องค์กรเป็นอย่างไร มีทรัพยากรอะไรที่เอื้อให้แพทย์ทำงานได้ดีที่สุด การไม่พร้อมในทุกๆ เรื่องเป็นเรื่องรอง ๆ แต่การบอกแพทย์ว่า เรามีอะไร มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน และหากต้องการทรัพยากรอะไรเพิ่มเติมจะหาให้ได้จากไหน จะรองรับและแก้ปัญหาอย่างไร คือทำให้แพทย์มั่นใจว่า รพ. พร้อมจะดูแลบริหารจัดการการให้บริการกับคนไข้ร่วมกันกับแพทย์ ให้ได้คุณภาพและความปลอดภัย ความไม่พร้อมในทุกเรื่องไม่ใช่ปัญหาใหญ่ แต่ต้องสื่อสารและมีกระบวนการปฏิบัติการที่ทำให้แพทย์มั่นใจว่าจะไม่ความเสี่ยงในการปฏิบัติงานของแพทย์ใน รพ. 
  4. รพ. ต้องสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน เพื่อให้แพทย์สามารถมุ่งไปที่การดูแลรักษาผู้ป่วย ไม่พะวักพะวง หรือมีสิ่งอื่นใดที่ดึงสมาธิแพทย์ออกจากการรักษาพยาบาล
  5. รพ. กับแพทย์ต้องพูดคุยกันโดยละเอียดในเรื่องบทบาทหน้าที่และค่าตอบแทน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่อาจจะสร้างความไม่พึงพอใจ และส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของแพทย์ได้ ต้องพยายามไม่ให้เกิด ประเด็นว่า รพ. เอาเปรียบแพทย์ หรือแพทย์เอาเปรียบ รพ. โดยมีคนไข้หรือคนจ่ายเงินเป็นตัวประกัน
  6. ผู้บริหารแพทย์และผู้บริหาร รพ. ต้องดูแลแพทย์อย่างใกล้ชิด ว่าแพทย์ต้องการอะไร มีปัญหาอะไร ทำงาน happy ดีหรือไม่ รายได้เป็นอย่างไร อยากพัฒนาตนเองและ รพ. อย่างไร โดยปรกติแล้วคำแนะนำหรือ inและ input จากแพทย์จะมีประเด็น และเป็นประโยชน์อยู่เสมอ ผู้บริหารและผู้ที่เกี่ยวข้อง ต้องตั้งใจฟังเอาใจความสาระให้ดี การที่แพทย์ห้ input เรื่องใด ซ้ำๆ แสดงว่า ผู้บริหารต้องพิจารณาให้ดีในเรื่องนั้น ๆ ทั้งนี้แล้วผู้บรหารต้องสื่อสารกับแพทย์ ในเรื่องที่แพทย์ที่ input หรือ request ต้องคุยกันให้กระจ่าง เรื่องไหนทำได้ไม่ได้ เรื่องไหนทำได้หรือไม่ได้ เรื่องไหนได้ทำอะไรไปมากน้อยแค่ไหน ถึงไหนแล้ว การไม่เห็นด้วยใน input จากแพทย์ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ต้องมีวิธีสื่อสาร ที่มีเหตุผลมีหลักการ อย่างเป็นมิตร

เรื่องที่เกี่ยวกับ HRM & HRD ของแพทย์

  1. สถานภาพของแพทย์ในรูปแบบต่างๆ
  2. การรับแพทย์มาทำงาน Business Plan , Recruitment , Orientation , Appointment , Reappointment ค่าตอบแทน
  3. ค่าตอบแทนและสวัสดิการต่าง ๆ

Charging | Corporate

Charging

Concept

รายได้ รพ. อยู่ที่ราคาขาย ทำกำไรขาดทุน

ต้อง charge ให้เหมาะสม ไม่แพงเกินไป ไม่ถูกเกินไป

ทุกฝ่ายต้อง คุยกัน ต้องวางแผนร่วมกันกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

 

Scope of Functionality

 

  1. บัญชีต้นทุน
  2. นโยบายด้านการเงิน
  3. กำหนดราคาขาย
  4. Set ในระบบ
  5. การแจ้งราคาขายกับสาธารณะ
  6. การเรียกเก็บเงิน
  7. การตรวจสอบ Resource Utilization , Charging , Inventory

 

 

การกำหนดราคาขาย  

Concept

  1. ขาดไม่ขาดทุน
  2. ตั้งราคาขายตามหลักการ
    • ทุน + กำไร
    • ตามราคาตลาด ในธุรกิจเดียวกัน
    • ตามกลยุทธการตลาดและการขาย
    • ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับ
    • ตามประเภทลูกค้าและการตกลงสัญญา แต่ละประเภทจะ Charge เงินไม่เหมือนกัน
      • ประเภท OPD IPD
      • ประเภท เงินสด เครดิต
      • ประเภท Self-Paying
      • ประเภท Contract & Cooperate

Operation

  1. ราคาขายต้องคำถึงปัจจัยดังนี้
    • นโยบายจาก Top Management ว่าต้องการขายเท่าไหร่ เพื่อให้กำไรเท่าไหร่ โดยบัญชีต้นทุน การเงิน การตลาด ฝ่ายขาย และฝ่ายบริการทางการแพทย์
    • ราคาตลาด หากจะขายแพงกว่าต้องมี value มากกว่า
    • ราคาที่ทำ package หรือ promotion

 

 

 

 

การเรียกเก็บเงิน

Concept

  1. เก็บให้ถูกต้องตามที่ได้กำหนดไว้ ว่าลูกค้าประเภทใดเก็บอย่างไร เท่าไหร่
  2. ลงบัญชีเดียวที่ถูกต้อง
  3. ปลอดภัยในการเก็บเงินและส่งต่อ
  4. อำนวยความสะดวกเต็มที่
  5. Technology และนวัตกรรม มาช่วยอำนวยความสะดวก
  • ให้ความสะดวกสบายกับลูกค้ามากที่สุด
  • มั่นใจว่าเก็บได้แน่ เงินไม่หาย
  • ช่วยเร่งปิดการขาย
  • ลดภาระที่ Cashier

Operation

  1. ประเภทการเก็บ
    • Location ของการให้บริการ
      • OPD
      • IPD
      • Special Unit Service
      • Outside Hospital
    • Location ที่จะเก็บ
      • Cashier ชั้น 1
      • ตาม location ที่ให้บริการ โดยมีสองระบบ
        • Cashier วิ่งไปเก็บ
        • หน้างานเก็บให้
      • ประเภทการจ่าย
        • เงินสด
        • อื่น ๆ
      • การมี Third Party มาร่วม
        • ไม่มีจ่ายเอง
        • ร่วมจ่าย เก็บบางส่วน
          • Co Pay
          • จ่ายส่วนเกิน
          • จ่ายส่วนที่ Third Party ไม่จ่ายให้
        • Deposit
          • ต้องการ Deposit
          • ไม่ต้องมี Deposit

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ข้อมูลที่ต้องการในการสมัครงาน

Overview

การรับบุคคลเข้าทำงานต้องมีข้อมูลของผู้สมัคร ให้ครบถ้วนตามความจำเป็น แต่ละตำแหน่ง จะมีรายละเอียดแตกต่างกันไป

การทราบข้อมูลของผู้สมัครโดยละเอียด จะช่วยให้พิจารณาว่าผู้สมัครเหมาะสมกับงานหรือองค์กรหรือไม่ การรู้จักผู้สมัครโดยละเอียดช่วยในการตัดสิน วางแผน และบริหารจัดการผู้สมัครให้เหมาะสมที่สุด หากรับผู้สมัครที่ไม่รู้จีชักกันดีพอ เมื่อเข้ามาทำงานไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของการรับเข้ามาทำงาน จะเป็นผลเสียและเกิดความเสียหายกับทุก ๆ ฝ่าย

จะรับคนมาทำอะไร

  1. เป้นไปตามกฏหมายกำหนด
  2. ทดแทนคนเดิม
  3. ปั้น Successor
  4. ขยายงาน
  5. สร้างงานใหม่

ประโยชน์ที่ได้มากว่ามาก จากข้อมูลผู้สมัคร และการได้รู้จักกันไว้

หลายครั้งที่ข้อมูลของผู้สมัครเป็นประโยชน์กับองค์กรมากกว่าการได้รู้จักกัน แต่อาจสร้างความคิดแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับองค์กรได้ หลายครั้งที่ผู้สมัครมีคุณสมบัติมากกว่าที่องค์กรคาดหมาย องค์ก็รับมาแล้วสร้างงานใหม่ได้ และถึงแม้ผู้สมัครยังไม่มีความพร้อมหรือเหมาะสมกับความต้องการขององค์กรในเวลานั้น แต่การรักาาสายสัมพันธ์ต่อกันไว้ จะมีประโยชน์ที่อาจคาดไม่ถึงในรูปแบบต่างฯ ในอนาคตได้ เราอาจจะยังไม่มีอะไรที่จะทำร่วมกันในวันนี้ แต่ไมตรีจิตที่มีต่อกันสานสัมพันธ์ และอาจจะเกิดสิ่งดี ๆ ได้ในอนาคต

หมดสมัยที่องค์กรจะบอกว่าใครดีใครเหมาะกับงานในองค์กร และผู้ที่ได้รับคัดเลือกไม่ได้เป็นผู้ที่ดีที่สุด แต่จะเป็นผู้ที่เหมาะที่สุด ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือกไม่ได้เป็นผู้ที่ไม่มีความสามารถ เราจะจบที่หลักการที่ว่า คนทุกคนดีและมีความสามารถเพียงแต่จะเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานั้นขององค์กรหรือไม่

คนที่ผ่านมาสมัคร ไม่ควรให้ข้อมูลมากมายจากใบสมัคร เป็นแค่ตัวหนังสือที่ทิ้งไปเมื่อไม่ต้องใคร และสำหรับคนที่องค์การได้เลือกไว้แล้วนั้น ข้อมูลที่ได้มาจากใบสมัครช่วยให้เราวางแผนการบริหารจัดการคนที่เรารับมานั้นได้เป้นอย่างดี ไม่ว่าจะวางแผนการทำงาน การพํฒนา การประเมินผล

ไม่มีอีกแล้ว No business no welcome แต่ต้องมี Disruption in thinking – Thank for your interesting in our organization , please keep in touch , good to know each other , thank we can a lot from you

คนที่เราได้พบวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นแบบนั้นตลอดไป คนเราเจริญเติบโต เปลี่ยนแปลงกันได้ และในขณะเดียวกันคนที่เรารับไว้อาจจะไม่ได้ดีอย่างที่เราคิด

ขั้นตอนการรับสมัครคนเข้าทำงาน มีความหมายมากกว่าการที่จะได้ใครสักคน แคชตเป็นการบอกว่าองค์การของเราเป็นอย่างไร ผู้ที่มีหน้าที่รับสมัครคนเข้าทำงานมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อภาพลักษณ์ขององค์กร และอนาคตขององค์กร ! คุณไม่ใช่แค่ HR แต่เป็นมากกว่านั้นอีกมาก

การได้ข้อมูลมานั้น นอกเหนือจากใบสมัครแล้ว การหาข้อมูลอื่น ๆ ก็มีความจำเป็นรวมทั้งการสัมภาษณ์

ข้อมูลที่ต้องการจะเเบ่งเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้

ความจำเพาะของข้อมูล 1. ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

2. ข้อมูลเฉพาะสำหรับตำแหน่งงาน

ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป 1. ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น ชื่อที่เป็นท่ีรู้จัก ชื่อที่อยากให้ถูกเรียก ชื่อที่เราอาจะตั้งขึ้นให้เพื่อสะดวกในการทำงาน ชื่อ นามสกุลเดิม เคยเปลี่ยนมาก่อนหรือไม่

2. วันเดือนปีเกิด สถานที่เกิด

3. สถานภาพการสมรส เพศสภาพ และเพศที่แสดงออก

4. ศาสนา

 

ข้อมูลการติดต่อ 1.ที่อยู่ อาจจะมีทั้งที่อยู่ปัจจุบัน ที่อยู่ที่ติดต่อได้สะดวก ที่อยู่ตามภูมิลำเนา และที่อยู่อื่น ที่อยู่ของที่ทำงานปัจจุบัน

2. หมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ บ้าน ส่วนตัว ที่ทำงาน Fax

3. Email Address ,  Line , Facebook , Instagram และสื่อการติดต่อช่องทางต่าง ๆ

 

ข้อมูล Biological Health 1. กลุ่มเลือด

2. โรคประจำตัว ยา อาหารเสริมที่ใช้ประจำ กินเหล้า สูบบุหรี่ รวมทั้งสารเสพติดต่างๆ

3. โรคภัยไข้เจ็บที่ผ่านมาในอดีต และการรักษา

4. แพ้ยา แพ้อาหาร

5. ประวัติโรคประจำตัวและความเจ็บไข้ได้ป่วยในครอบครัวและบุคคลใกล้ชิด

ข้อมูลของการศึกษา และคุณสมบัติ คุณวุฒิ ความสามารถ ต่างๆ ต่าง ๆ
ข้อมูลประวัติการทำงาน 1. ชื่อองค์กร

2. รายละเอียดเนื้องาน ตำแหน่ง หน้าที่การทำงาน และความรับผิดชอบ หัวหน้างาน

3. ระยะเวลาที่ทำ

4. สาเหตุที่ออกจากที่ทำงานเดิม มาเริ่มงานที่ทำงานนี้

4. ความสำเร็จ ความล้มเหลว

3. ค่าตอบแทน รวมทั้งหมด

 

IT Skill
Language Skill
ประวัติครอบครัว

Clinic Setting Up & Operation

Overview

Team Leader 

Business Development

Product & Service 

Operation

Staff 

ด้านกายภาพ 

  1. Structure | Architecture , Construction , Interior Design , Decoration  

  2. Utility System | Pine & Line

  3. IT

  4. Security 

Medical Facility 

Operational Flow & Process

Policy
SOP | Standard of Protocol
Work Instruction
Work Process
Work Flow
Referrence
Appendix
Form
Check List

 

รพ. เอกชนขายอะไร ให้อยู่รอด และเจริญรุ่งเรือง

Overview

คนยอมจ่ายใช้บริการ รพ. เอกชน เพราะต้องการ ความสะดวก สบาย รวดเร็ว โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่าถึงคุณภาพระดับ รพ. คณะแพทยศาสตร์ในมหาวิทยาลัย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า รพ. เอกชน จะขายอะไรก็ได้

ทำ รพ. เอกชน ต้องอยู่รอดให้ได้ก่อน แล้วจึงจะโต เหมือนกับธุรกิจทั่ว ๆ ไป หากทำให้ดี ถูกทิศถุกทางก็ไปได้ ส่วนจะโตแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนทำว่า เก่ง ว่าดี หรือเปล่า

รพ. เอกชน ค้าขายกับ ความคาดหวัง ความเจ็บป่วย ความเจ็บปวด ความกังวล อารมณ์ หาจ่ายแล้วขายของห่วย ๆ มาให้ ไม่คุ้มค่า ไม่ดีไม่หาย ก็กลาย เป็นอาฆาต พยาบาท ต้องเอาเรื่อง ต้องฟ้องต้องร้อง  แต่ไม่ใช่ว่าเราจะผิดจะพลาดไม่ได้ แต่เราได้เตรียมการป้องกันดีที่สุดแล้วหรือยัง เกิดเรื่องแล้วแก้ไขได้ตรงจุดไหม จริงใจจะพูดคุยดูแลรับผิดชอบกันไหม เรื่องสำคัญคือ ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน มัน Balance และ Compromise  ไม่ได้ระหว่าง ผลกำไร กับ กฏหมาย คุณธรรม จริยธรรม แต่เป็นศาสตร์และศิลป์จริง ๆ ที่ต้องทำควบคู่กันไปให้อยู่รอด

คนมา รพ. เอกชน เพราะต้องการสิ่งที่ต่างจากไป รพ. หลวง เราต้องจับให้ได้ว่าความต่างนั้นคืออะไร คนส่วนใหญ่ยอมจ่ายเพื่อความสะดวกสบาย หากได้ของที่เท่าๆ กัน คิดตั้งต้นไว้เลย คนที่มา รพ. เอกชน มี ” ตัวตน ” และต้องการ ” Treat ” ตัวตนของตนเอง ดังนั้น รพ. เอกชนต้อง Manage ตัวตนของคนที่มา และเรื่องที่เขามา

ในฐานะที่ผมเป็นแพทย์ผู้รักษา เป็นผู้บริหาร รพ. เป็นคนไข้ใช้บริการ รพ. และเป็นคนกลางระหว่าง รพ. กับผู้ใช้บริการ รพ. พอจะสรุปความคิด ว่า รพ. เอกชนขายอะไร

  1. ครั้งแรก ๆ คนจะมาด้วยเพราะชื่อเสียง การประชาสัมพันธ์ การตลาด การขาย ความสะดวก และราคาที่พอรับได้
  2. ต่อๆ มา Repeated Customer จะมาเพราะเราขาย ” Trust ” หากคนเชื่อใจเรา ไม่ว่าเราทำอะไรขาย ก็ขายได้  เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนกว่า และท้ายที่สุด Trust จะขายตัวมันเอง

อะไรคือ Trust ที่คนจะซื้อจาก รพ. เอกชน

  1. คุณภาพและความปลอดภัยในการรักษาพยาบาล ไม่ต้องมีครบทุกอย่าง ไม่ต้องเป็นเลิศทุกอย่าง ทำเท่าที่มีให้ดีที่สุด อันไหนทำได้บอกว่าทำได้ อันไหนทำไม่ได้หรือมีคนทำได้ดีกว่า ก็ต้องจริงใจ บอกคนไข้ไป
  2. ความสะดวก สบาย สั้นๆ แต่มีความหมายกว้างมาก อยากได้อะไรเมื่อไหร่ก็มีให้ คิดง่าย ๆ ว่า ใส่การให้บริการแบบ โรงแรม 5 ดาว เข้าไปใน รพ. อาจจะคล้าย ๆ กับที่คนเข้าพูดว่า เราต้องมอบ ” Impressive Experience ” ให้กับลูกค้า คือเราเข้าใจ Customer Behavior & Expectation แค่ไหน ไม่ได้หมายความว่า ใครต้องการอะไรทำให้ได้หมด แต่หมายว่าด้วยบริบทของ รพ. เอกชน เราให้ Solution ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างไร ไม่ใช่ตามใจลูกค้า ทุกคนคือคนสำคัญ แต่เรื่องที่คุณมาหาเราสำคัญกว่า มาช่วยกันคิดช่วยกันวางแผนว่าจะทำอะไรกับเรื่องที่นำคุณมาหาเรา ให้จบได้สวยๆ
  3. ราคาและความคุ้มค่า  รพ. เอกชน ขายของขายบริการ ก็ไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ เงินที่จะใช้จ่าย ไม่ได้อยู่ที่ว่ามากหรือน้อย ถูกหรือแพง แต่อยู่ว่าจ่ายไปแล้วคุ้มไหม อะไรที่ว่าคุ้ม ก็กลับไปที่ข้อ 1 กับ ข้อ 2
เวลาผมเลือกจะซื้อของ A B C
คุณภาพของ เท่ากัน เท่ากัน จ่ายที่ดีกว่า
ความสะดวก สบาย    พออก     พึ่งใจ เท่ากัน จ่ายที่สะดวกกว่า เท่ากัน
ราคา จ่ายที่ถูกกว่า เท่ากัน เท่ากัน

ของเหมือนกัน โอภาปราศัย สะดวกสบายเท่ากัน ซื้อที่ถูกกว่า

ของเหมือนกัน ราคาพอ ๆ กัน ซื้อที่ โอภาปราศัย สะดวกสบายกว่า

 

จะขายอะไรต้องสร้างสิ่งนั้น สร้าง Trust

  1. คุณค่าขององค์กร ก่อนอื่นเจ้าของกิจการต้องเชื่อก่อนว่าเราจะขาย Trust และต้องการแบบนั้นจริง ๆ และต้องสื่อสารคุณค่าของสิ่งที่เราจะขายให้กับทุคนในองค์กร ให้ทุกคนเห็นด้วยและซื้อคุณค่านี้
  2. ตกลงว่าจะเป็นอะไรก็ต้องทำให้เป็นอย่างนั้น พอทุกคนไปในทิศทางเดียวกัน คือเห็นด้วยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าไปตามคุณค่าขององค์กร ต้องพัฒนาตนเอง Up – skill , Re – skill หาทางหาวิธีร่วมกัน ที่จะทำให้คุณต่าตามข้อ 1 เกิดให้ได้ เรื่องนี้สำคัญมากๆ คนใหม่ที่จะเข้ามาในองค์กรจะต้องถูกคัดก่อนว่า เข้าคุณค่าขององค์กรและมีทัศนคติที่ดีที่จะเป็นแรงร่วมไปด้วยดัน ส่วนคนเก่าที่อยู่ก็ต้องได้รับการสื่อที่ชัดเจน มีการสำรวจว่าคุรยังอยู่กับเราไหม หากเป๋ไปบ้างต้องมีกระบวนการดึงกลับ หากสวนทางกันไปไกลกู่ไม่กลับก็ต้องจากลากัน
  3. ต้องเก่งจริง แม่นจริง แน่จริง ผมเอาข้อนี้มาไว้สุดท้าย เพราะแน่ใจว่า ถ้าหัวตั้งตรงแต่แรกไม่ส่าย ตัวกับหาง เข้าใจหัว มี passion เหมือนกัน มี goal เดียวกัน สุดท้ายเราจะหาคนเก่ง ๆ สร้างสิ่งดี ๆ ออกมาขายได้ เรื่องคนเก่ง ๆ ผมไม่ค่อยห่วงว่ามาแล้วป่วนเมือง เพราะหากข้อ 1 และข้อ 2 แม่น ใครๆ ที่มีจุดยืนเหมือนกันก็อยากมาร่วม

อยากขายได้ และขายดี | แต่ต้องมีดีที่จะขาย

Demand กับ Supply รพ. เอกชนมีคนทำเยอะ แข่งขันกันเยอะ มีทั้งผลดีและผลเสียต่อทุกๆ ฝ่าย ละเอียดอ่อนมาก ทั้งระดับ Macro ลงไปถึง Micro การเป็นพันธมิตร ร่วมกันคิดร่วมกันสร้าง อุสาหตกรรม รพ. เอกชน มองภาพรวมร่วมกัน พัฒนาร่วมกันอย่างยั่งยืน ดู้หมือนเป็นเรื่องที่ยากมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทุกคนลงทุนก็อยากอยู่รอด ได้กำไรเร็ว เยอะ มากกว่า ดีกว่า ระยะสั้นอาจจะไม่กระทบกันมาก แต่ระยะยาว จะไปได้ไม่ไกลทั้งเข่ง

เข้าใจเบื้องต้นก่อน

  1. ทุนกับแผนธุรกิจที่รอบคอบ ทำ รพ. ต้องลงทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าใช้ทุนเยอะ แต่ทำเท่าที่ได้ ทำเท่าที่ไหว ศึกษาวางแผนให้ดี ทุนน้อยก็ไม่ใช่ว่าจะทำของดีออกมาขายไม่ได้ แต่หากจะทำก็ต้องทำให้ดี ได้มาตราฐานปลอดภัย ได้คุณภาพ เริ่มเล็ก ๆ ทำดี ๆ ค่อย ๆ โต คนจะเชื่อและอยู่กับเรา
  2. ทำอะไรขายให้ใครขายที่ไหน ขายราคาเท่าไหร่ จะทำอะไรออกมาขาย มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาคิด เรื่องสิ่งล้อมของธุรกิจ เรื่อง Demand & Supply แต่ละพื้นที่ แต่ละสังคม มี Customer Behavior ความเชื่อ พื้นฐานความรู้ ความคิด และวัฒนธรรมไม่เหมือนกัน แต่สังวัฒนธรรม มีความแตกต่างกัน ดังนั้นจะทำอะไรออกมาขายต้องคิด ศึกษา วางแผน การค้าขายของ รพ. เอกชน มีขอบเขตของกฏหมาย ข้อกำหนดต่างๆ มากำกับเพียบ ดังนั้นจะหนีข้อ 1 ไปได้ยาก ขายบะหมี่ ขายข้าวแกง ลางเนื้อชอบลางยา ใครชอบรสชาดแบบไหนกินร้านนั้น แต่ การรักษาพยาบาล มันมีมาตราฐานอยู่ คือคุณภาพตามหลักวิชาการและความปลอดภัย

รพ. ที่ดี ในความเข้าใจของผม เอาแบบ Basic  ก่อน

  1. เจ้าของต้องรอด และมองเห็นแนวโน้มว่าจะได้กำไรมั่ง เจ้าของ คนลงทุน อยู่รอด ไม่ใช่เอาน้ำตาลไปเทลงทะเล ไม่มีวันที่มันจะหายเค็มแล้วกลับมาหวานได้ อย่าว่าผมหัวการค้าเลย ขึ้นต้นว่า รพ. เอกชนแล้ว มีไม่กี่ที่หรอกที่ไม่หวังผลกำไร ดังนั้น รพ. เอกชนที่ดีข้อแรก ต้องรู้จักตน ประมาณตน พัฒนาตน ผู้บริหารต้องเก่ง ไม่ฝันจนฟุ้งแล้วลงทุน ขายได้ไม่เท่าที่คาด เจ้าของนายทุนเผ่นเรียบ หากไม่มีข้อแรกนี่ ข้อต่อๆ ไปไม่ต้องพูดถึง
  2. คนมาจ่ายเงิน ต้องคุ้ม Core Business คือ การรักษา พยาบาล ต้องดี ได้มาตราฐาน มีคุณภาพและความปลอดภัย ทันสมัย มีมาตราฐานวิชาชีพ คุณธรรม จริยธรรม มนุษยธรรม  ไม่เอาเปรียบ ไม่โกง มาแล้วต้องดีขึ้น มีคำอธิบาย มีคำแนะนำ ทำไม่ได้ไปไม่ถึงก็ต้องแนะนำส่งต่อ การบริการ สะดวกสบาย รวดเร็ว ว่องไว ขัดเจน โอภาปราศัยต้องไม่แย่กว่าไป รพ. หลวง ซึ่งตอนนี้เขาพัฒนาขึ้นไปมากแล้วเช่นกัน เรื่องนี้ HR และ Organization Culture ต้องแม่น ตั้งแต่หัวมาถึงหาง
  3. คนทำงานต้องต้องมีใจ และได้ใจ รพ. ใช้คนเยอะ ตั้งแต่ Skill ระดับพ่อเทพ ไปจนถึงระดับปฏิบัติการ ทำไงก้ได้ให้ทุกคนรู้ คุณค่าขององค์กร และเดินไปในทิศทางเดียวกัน และในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้ทุกคนรู้ว่าคุณคือคนสำคัญ และทุกคนสำคัญเท่ากัน หากจะมีใครสักคนที่สำคัญน้อยกว่าเพื่อน ก็ต้องพิจารณาว่าองค์กรอาจจะไม่ต้องการคนนั้น HR ต้องทำอะไรสักอย่าง เอาออกหรือ พัฒนาให้เราสำคัญขึ้นมาให้ได้ รพ. อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีคนทำงานให้ และหากคนไม่พร้อมมาทำและขวางหรือขัดหรือถ่วง คนที่พร้อม มันก็ไปไม่ถึงไหน ดังนั้น เจ้าของผู้บริหารต้องให้ความสำคัญเรื่องความรู้สึกคน หากเราทำให้เขามีคุณค่าและรู้สึกมีคุณค่า ให้เขารู้สึกถึงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของด้วย และตอบแทนคุณค่าของเขาอย่างเหมาะสม ไม่ต้องเว่อร์มาก เราก็จะได้เขา เขาก็จะมีใจให้เรา ผมเชื่อจริง ๆว่า การสื่อสารที่ดี ความตั้งใจที่ดี และการดูแลคนทำงานที่ดี คนทำงานเมื่อเขาให้ใจมาแล้ว อะไร อะไร ก็เป็นไปได้ไม่ยาก หมดสมัย อาจารย์แพทย์ดุ เกรี้ยวกราดกับพยาบาล ทุกอย่างวางแผน บริหารจัดการ เตรียมพร้อม ปรับปรุงเรียนรู้จากอดีตได้